เพื่อนๆ เคยรู้จักรถ Adventure ของ Suzuki รุ่นนี้ไหมครับ? V-STROM 800DE จากข้อมูลที่พบกันได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ตก็จะทราบได้ว่ามันเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนัก และก็มีพี่ๆ นักทดสอบหลายคนแนะนำไปทดสอบให้เห็นเยอะมากมาย แต่ผมกลับไม่ค่อยเจอ user หรือผู้ใช้งานทั่วไปออกมารีวิวมากเท่าไหร่

ในฐานะที่ผมก็ขับรถทัวร์ริ่งอยู่เหมือนกันก็เลยอยากจะลองเปรียบเทียบดูสักหน่อย ระหว่าง Versys 650 ของผมเองที่เป็นรถสปอร์ตทัวร์ริ่งดิบๆ ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลยเมื่อมาเทียบกับ V-STROM 800DE ผมมีเวลาอยู่กับรถคันนี้เกือบ 1 อาทิตย์เต็มๆ และแน่นอนว่าบทความที่ทุกคนจะได้ดูจะได้อ่านต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ผมใช้งานจริงทั้งหมด แต่ถ้าอยากจะดูข้อมูลสเปคเน้นๆเข้ามาดูที่เว็บของ Suzuki ได้เลยนะครับ คลิ๊กที่นี่

เริ่มต้นกันที่เครื่องยต์ครับ เพราะว่าถูกอัพเกรดเเละออกแบบมาใหม่ จากปกติที่เป็นสูบ V ครั้งนี้ มาใช้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 775.9 CC DOHC แบบ Parallel Twin ที่พัฒนาขึ้นใหม่ พร้อมระบบ ระบายความร้อนด้วยน้ำและ Oil Cooler และกำหนดค่าเพลาข้อเหวี่ยงที่ 270 องศา แบบเดียวกับเครื่องยนต์ V-TWIN (90 °) ของ V-STROM Series ทำให้มีบาลานซ์ที่ดี เเละ ถ่ายทอดกำลังไดดียิ่งขึ้น

…..สบตาครั้งแรก หน้าตาดูเรียบหรูดูดี ไฟหน้า LED ทั้งหมดรวมทั้งไฟเลี้ยวด้วย ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว ทำให้ดูมีความเป็นแอดเวนเจอร์มากขึ้น ตัวรถสีเหลือง รับกับกระบอกโช้คหน้าสีทอง และล้ออลูมิเนียมสีทองได้เป็นอย่างดี ถ่ายรูปขึ้นกล้องสวยมาก หน้าปัดเรือนไมล์เป็นจอสี TFT ทันสมัย พร้อมโหมดการขับขี่ที่ไม่ซับซ้อนสามารถเลือกปรับใช้งานได้อิสระซึ่งเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังขั้นตอนต่อไป

…. Riding Position สำหรับผมที่สูง 169 ซม. เมื่อเจอกับ V-STROM 800DE คันนี้ที่เบาะสูง 855 มม. มันก็ทำให้ผมรู้สึกกังวลอยู่เหมือนกันในการขับขี่ แต่น่าแปลกใจเมื่อผมได้ลองคร่อมดูก็พบว่าแม้จะเหยียบได้ไม่เต็มเท้า แต่พอขยับตัวดีๆ เท้าเหยียบพื้นได้ข้างหนึ่ง ทำให้ผมมั่นใจขึ้นเยอะเลย ส่วนแฮนด์บาร์ดูกว้างไปนิดแต่ก็รู้สึกระยะกำลังดีเวลาขับขี่ Lean Out, Lean In คุมรถได้ง่ายดีครับ ชิลด้านหน้าดูจะสั้นไปหน่อย แต่ก็เย็นสบายดีเมื่อขี่แบบแอดเวนเจอร์ที่ความเร็วไม่สูงมาก ส่วนถ้าจะเดินทางไกลแบบทัวร์ริ่งก็ต้องปรับชิลขึ้นซึ่งปรับให้ยาวได้อีก

ต่อมาคือเรื่องของระบบการสะเทือนต้องยอมรับเลยครับว่าโช้คหน้าและโช้คหลังให้มาแบบหมดหน้าตักไม่มีกั๊ก โช้คหน้า SHOWA Upside down ปรับได้แบบเต็มระบบไม่ว่าจะเป็น พรีโหลดสปริงทั้งสองข้าง, Compression และ Rebound รวมถึงโช้คอัพด้านหลังที่สามารถปรับความแข็ง-นิ่ม และความสูงต่ำของรถได้ด้วยมือเปล่าจากระบบไฮดรอลิค ผมลองหมุนดูเท่าที่นับได้มากกว่า 40 ระดับ (แต่จะพยายามขับขี่ที่ค่ามาตรฐานของบริษัทที่ SET มาให้คือ 12 แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ผมเปิดเพียงแค่ 5 ระดับเท่านั้นเพื่อให้รถเตี้ยลงเหยียบพื้นแน่นสะดวกซึ่งผมก็ลองแล้วมันก็เตี้ยลงจริงๆ แต่ดื้อไงอยากจะขับแบบความสูงปกติก่อน)


นอกจากระบบการปรับความแข็ง-ความสูงแบบไฮดรอลิคแล้ว ตัวโช้คยังสามารถปรับรีบาวน์ที่ด้านล่างของโช้คอัพเพื่อเพิ่มการความยึดเกาะกับผิวถนนรวมถึงเพิ่มความมั่นใจเมื่อขับขี่ในสไตล์เอ็นดูโร่และออฟโรด

การใช้งานในเมือง 4 วันแรกหลังจากที่รับรถมาทดสอบขี่ในเมืองด้วยเส้นทางปกติที่ใช้เป็นประจำเป็นระยะทางไปกลับ 70 กิโลเมตรเจอทุกสภาพรูปแบบการจราจรที่หลากหลาย ก็เป็นไปตามคาดนะครับการมุดในเมืองอาจเป็นปัญหาเล็กน้อยเนื่องจากไม่สามารถมุดเข้าไปตรงๆ ได้ บางครั้งเราจะต้องเอียงรถซ้ายขวาเพื่อหลบกระจกมองข้างบ้าง ส่วนชิลด้านหน้าขนาดเล็กสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดียอดเยี่ยมผมรู้สึกได้เลยว่าลมเข้าตัวผมตลอดระบายความร้อนได้ดีมาก

สิ่งที่ชอบมาก แต่!! สิ่งที่ผมพบเจอและประทับใจที่สุดยังไม่ใช่เรื่องของพละกำลังของเครื่องยนต์ขนาด 800 ซีซี แต่เป็น Balance ของรถที่ให้ความรู้สึกพิเศษทันทีที่ได้ขึ้นไปนั่ง นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำให้รถน้ำหนักขนาด 230 กก. เบาและควบคุมได้ง่ายขนาดนี้ ถ้าไม่เชื่อ เพื่อนๆ มีโอกาสลองขึ้นคร่อมรถดูนะครับแล้วลองหักแฮนด์ซ้าย-ขวา จะรู้สึกได้เลยว่าล้อหน้ามันเบามากรวมถึงจุดศูนย์ถ่วงของรถวางมาในตำแหน่งที่ดี ผมรู้สึกว่าสามารถกำหนดทิศทางได้ดีกว่ารถของตัวเองด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการกลับรถในที่แคบมันดีแบบเหลือเชื่อเลยนะครับ ผมสามารถเลี้ยวแบบ U-turn ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ นอกจากเลี้ยวได้และยังไม่พอยังรู้สึกได้ว่าสามารถกำหนดวงหรือมุมองศาการเลี้ยวได้ดีกว่าที่ตั้งใจไว้ในครั้งแรกอยู่ด้วยซ้ำ นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมประทับใจมากๆ

เดินทางไกล อัตราการกินน้ำมัน การบรรทุก ถึงเวลาออกเดินทางกันแล้วครับ เราเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ และไปต่อกันที่เขาแผงม้า เส้นทางที่เจอมีแทบทุกรูปแบบเลยครับ ทั้งทางดำทางดินแล้วก็ทางที่เป็นหินกรวดหินลอย ต้องบอกเลยครับว่าโหมดการขับขี่ที่มีผมปรับใช้ทุกโหมดและสามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะเมื่อขึ้นทางชันและมีหินลอย ผมลองใช้โหมด Gravel กับโหมด C ในการขับขี่ ล้อไม่มีอาการปัดสามารถไต่ขึ้นได้แบบเนียนๆ ไม่ต้องกลัว บวกกับ Balance ของรถที่ผมขี่ผมก็มั่นใจอยู่แล้วทำให้ผมผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ง่ายกว่าตอนที่ขี่รถตัวเองซะอีก คือทุกอย่างมันง่ายไปหมดเลยในบางจุดที่เคยเอารถตัวเองมาแล้วต้องขับขี่ปรากฏว่ามันมีความยุ่งยากลำบากกว่านี้ด้วยซ้ำแต่ครั้งนี้ผมสามารถทำได้แบบงงๆ เหมือนกัน

Quick shifter เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมชอบที่สุดในบรรดาเทคโนโลยีที่มีอยู่ใน V-STROM 800DE Quick shifter ตัวนี้เป็นแบบ UP & DOWN คือเพิ่มและลดเกียร์ได้ในตัวเดียวกัน จังหวะการต่อเกียร์มันทำได้นุ่มนวลมากๆ แบบว่า…นุ่มนวลชนฝันเลยครับ คือชอบมากๆ ทำให้จังหวะต่อเกียร์เนี่ยมันเนียนมันนุ่มมันขับแล้วมันสบายสมูทไปหมดเลย
แต่ข้อดีมันไม่ได้มีแค่นี้สิครับข้อดีมันคือทำให้ผู้ซ้อนเนี่ยแทบจะไม่รู้สึกถึงการกระชากเวลาเราต่อเกียร์ด้วยคลัทช์ธรรมดา จุดนี้ผมชอบมากๆ และนอกจากนั้นมันยังทำให้เราสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่ของเราได้อีกด้วย เรียกได้ว่ากลับมาหลังทดสอบเสร็จผมหาซื้อ Quick shifter มาใส่รถคันที่บ้านเลยครับ

ส่วนในเรื่องของการบรรทุกถ้าไม่ได้ติดปี๊ปก็มีปัญหาแน่นอนครับสำหรับการท่องเที่ยวแบบ 2 คน แต่ยังดีที่ด้านหลังมีแร็คขนาดเล็กเราสามารถมัดของใส่กระเป๋า Dry Bag ได้มากพอสมควร ในคลิปผมใช้ขนาด 65 ลิตรก็เพียงพอครับ สุดท้ายอัตราการกินน้ำมันกับถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ทริปนี้ผมใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120-130 กม./ชม. ขี่ไม่ได้เร็วมาก ปรากฏทริปนี้ผมเติมน้ำมันแค่ครั้งเดียวคือก่อนออกเดินทาง น้ำมันเหลือกลับบ้าน 2 ขีด อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18-19 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งผมถือว่าประหยัดมากๆ

สรุปเลยนะครับเพื่อนๆ สำหรับรถ Adventure Suzuki V-Strom 800DE คันนี้เป็นรถทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ที่ขับขี่ง่ายมากกว่าที่คิดไว้ คุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่มีทักษะมีฝีมือในการขับขี่มากนัก เพราะสิ่งที่คุณกังวลอยู่จะถูกทดแทนและชดเชยไปด้วยเทคโนโลยีในการขับขี่ที่เลือกใช้งานได้จริงจะทำให้คุณผ่านไม่ได้ ส่วนสูงที่แนะนำที่จะทำให้ขับขี่รถคันนี้ได้อย่างสนุก ผมแนะนำว่าควรสูงตั้งแต่ 170 ซม. ขึ้นไป แต่ถ้าคนที่ตัวเล็กอย่างผมก็สามารถขี่ได้นะครับ แต่ต้องใช้ความคุ้นเคยอีกสักนิดหน่อยก็จะดีมาก
ขอขอบพระคุณ บ้านซูซูกิ พัฒนาการ ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำการทดสอบทดลองขับขี่ Suzuki V-Strom 800DE คันนี้ มันให้ผมกล้าพูดกล้าบอกเลยครับว่า Suzuki ยังคงเป็นแบรนด์รถคุณภาพเสมอที่ลองเมื่อไหร่คุณก็จะชอบเมื่อนั้นครับ